กฎหมายหลักที่ใช้ปกครองประเทศ
ประเทศไทยเป็นชุมชนทางการเมืองที่ร่วมกันสร้างโดยประชาชนมีดินแดนชัดเจนแน่นอน ประชาชนเหล่านี้ได้สร้างรัฐบาลเดียวกัน ทั้งนี้เพื่อให้พ้นจากควบคุมของรัฐบาลภายนอก ในชุมชนดังกล่าวนี้รัฐบาลมีอำนาจในการกำหนดกฎเกณฑ์ใด ๆ ก็ได้ เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้ใช้อย่างทั่วถึงกัน ซึ่งประกอบด้วย
๑. ประชากร มีที่อยู่อาศัย มีแหล่งทำมาหากิน
๒. ดินแดน มีอาณาเขตที่ชัดเจนแน่นอน
๓. รัฐบาล ทำหน้าที่ดำเนินงาน ตามหลักนโยบายสาธารณะ เพื่อสนองเจตนารมณ์ของสาธารณชน
๔. อำนาจอธิปไตย เป็นที่รวมอำนาจของรัฐบาลเพื่อการบริหารและปกครองประเทศ
ความหมายและที่มาของรัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญ คือ กฎหมายสูงสุด ที่วางกฎเกณฑ์เกี่ยวกับรูปแบบโครงสร้างของรัฐบาล และกำหนดขอบเขตอำนาจของรัฐบาลที่กระทำต่อบุคคลในรัฐ สิทธิหน้าที่ของประชาชนที่มีต่อรัฐ
ลักษณะของรัฐธรรมนูญ แตกต่างจากกฎหมายธรรมดา ๓ ประการ คือ
๑. รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายที่มีการเป็นพื้นฐาน (fundamental ) มากกว่ากฎหมายอื่นเป็นเพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายที่จัดตั้งและวางกำหนดกฎเกณฑ์เกี่ยวกับกลไกของรัฐบาลโดยทั่วไปและกำหนดขอบเขตของกฎหมายอื่นด้วย
๒. กฎหมายรัฐธรรมนูญเปลี่ยนแปลงได้ยากกว่ากฎหมายทั่วไป สำหรับกระบวนการเพื่อให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นมีความยุ่งยาก ต้องกระทำกันด้วยความรอบคอบ
๓. กฎหมายรัฐธรรมนูญมีผลใช้บังคับเหนือกว่ากฎหมายธรรมดา หากกฎหมายอื่นขัดกับกฎหมายรัฐธรรมนูญต้องถือว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นแบบฉบับที่ต้องยึดถือและกฎหมายนั้นย่อมตกไป
ประเภทของรัฐธรรมนูญ
ประเทศต่าง ๆ ในโลกนี้จะปกครองในระบอบประชาธิปไตยหรือระบอบเผด็จการต้องมีกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ เช่น ประเทศไทยมีชื่อว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
รัฐธรรมนูญแบบลายลักษณ์อักษร เป็นรัฐธรรมนูญที่มีการร่างหรือเขียนขึ้นโดยมีจุดประสงค์ให้เป็นรัฐธรรมนูญ การยกร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญจะกระทำโดยคณะบุคคล คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญหรือภายใต้ชื่อคณะกรรมการ หรือคณะทำงาน
รัฐธรรมนูญแบบไม่เป็นลายลักษณ์อักษร มีลักษณะดังต่อไปนี้
๑. ไม่มีการร่างขึ้นอย่างเป็นทางการเพื่อให้มีสถานภาพเป็นรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ
๒. สาระของกฎหมายกระจายอยู่ตามที่ต่างๆ สำหรับรัฐธรรมนูญ แบบไม่เป็นลายลักษณ์อักษร ปรากฏในบางประเทศ
๓. ประเภทรัฐธรรมนูญที่ใช้ชื่ออย่างอื่น เช่น
รัฐธรรมนูญแบบจัดเป็นหมวดหมู่ (C0dified) หมายถึง รัฐธรรมนูญแบบสหรัฐอเมริกา
รัฐธรรมนูญแบบกระจัดกระจาย (dispersed ) หมายถึง รัฐธรรมนูญแบบอังกฤษ
อาจมีการแบ่งรัฐธรรมนูญอีกแบบหนึ่ง คือ เป็นแบบยืดหยุ่น (flexible) และรัฐธรรมนูญแบบ เข้มงวด หรือ รัฐธรรมนูญในกรอบ (rigid,inflexible) คือ พิจารณาการเปลี่ยนแปลงแก้ไข กระทำได้ง่ายหรือยากเป็นเกณฑ์ ปัจจุบันไม่นิยม
ที่มาของรัฐธรรมนูญ
การได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญของแต่ละประเทศมีที่มาแตกต่างกันไป หากจำแนกประเภทของการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญ แบ่งได้ ๕ ประเภท คือ
๑. รัฐธรรมนูญเกิดขึ้นโดยวิวัฒนาการ ประกอบด้วยหลักการซึ่งแฝงด้วยปรัชญาและทฤษฏีทางการเมือง ดังนั้นย่อมผ่านการวิวัฒนาการเป็นเวลาช้านาน เช่น รัฐธรรมนูญของอังกฤษมีลักษณะที่มีการสั่งสมมาจากอดีต
๒.รัฐธรรมนูญเกิดขึ้นจากการปฏิวัติรัฐประหาร ในบางประเทศประชาชนไม่อาจรวมตัวกันเรียกร้องรัฐธรรมนูญจากพระมหากษัตริย์ได้ จึงรวมตัวกันใช้อาวุธหรือใช้ความรุนแรง ล้มล้างอำนาจ ของกษัตริย์สถาปนาความเป็นรัฐขึ้นมาภายใต้ระบอบการปกครองแบบใหม่ และประกาศใช้รัฐธรรมนูญตัวอย่าง เช่น กรณีการปฏิวัติใหญ่ฝรั่งเศส ปี ค.ศ. ๑๗๘๙
๓.รัฐธรรมนูญเกิดขึ้นจากพระมหากษัตริย์พระราชทานให้ รัฐธรรมนูญของบางประเทศประมุขของรัฐเป็นผู้มอบรัฐธรรมนูญให้ กรณีพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๘ มอบรัฐธรรมนูญให้ชาวฝรั่งเศสหรือกรณีที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานรัฐธรรมนูญแก่ปวงชนชาวไทย
๔. รัฐธรรมนูญเกิดจากการสร้างหรือสถาปนารัฐใหม่ รัฐธรรมนูญในรูปแบบนี้เกิดขึ้นกรณีประเทศได้สถาปนาความเป็นรัฐใหม่ (ประกาศเอกราช) กรณีประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศที่เคยตกเป็นอาณานิคม เช่น ประเทศอินเดีย ประเทศมาเลเซีย เป็นต้น
๕. รัฐธรรมนูญเกิดจากประเทศผู้ยึดครองเป็นผู้มอบให้ เกิดจากการที่ประเทศผู้เข้ายึดครองประเทศเห็นสมควรมอบอำนาจให้ที่ถูกยึดครองเป็น ผู้ปกครองตนเอง เช่น กรณีญี่ปุ่น ที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ภายหลังกลุ่มสัมพันธมิตรผู้ชนะสงครามโลกครั้งที่ ๒ เป็นผู้มอบรัฐธรรมนูญให้ญี่ปุ่น (แต่จำกัดการก่อตั้งกองทัพญี่ปุ่น)
ลักษณะของรัฐธรรมนูญที่ดี
รัฐธรรมนูญที่ดี ต้องเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศที่มีความเหมาะสมกับสภาพความเป็นจริงของรัฐ โดยสาระของรัฐธรรมนูญมุ่งสร้างประโยชน์ต่อประชาชนส่วนรวม เหมาะสมกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนภายในชาติ ลักษณะที่ดีของรัฐธรรมนูญ มี ๕ ประการ คือ
๑. มีข้อความชัดเจนแน่นอน
๒. มีบทบัญญัติถึงสิทธิและเสรีภาพของประชาชนไว้ชัดเจน
๓. เนื้อหาต้องครอบคลุมบทบัญญัติในการปกครอง ของรัฐไว้ครบ
๔. ไม่ควรยาวเกินไป รัฐธรรมนูญที่ดีควรมีบทบัญญัติหลักการจัดรูปการปกครองของรัฐที่สำคัญและจำเป็น
๕. ต้องกำหนดวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามกฎหมาย
เนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญ
๑. อารัมภบท “ศุภมัสดุ พระพุทธศาสนากาลเป็นอดีตภาค ๒๕๕๐ พรรษา”
๒. รูปแบบการปกครอง รัฐธรรมนูญมักระบุรูปแบบการปกครองไว้ด้วย เช่น ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบันมีระบุไว้ในมาตรา ๒ ว่าประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
๓. โครงสร้างของรัฐบาล รัฐธรรมนูญส่วนมากจะกำหนดโครงสร้างของการบริหารประเทศ จะเป็นไปในรูปแบบใด
๔. สิทธิของราษฎรและพันธะกรณีของรัฐบาล
๕. การแก้ไขรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญจะมีบทบัญญัติที่ว่าด้วยการแก้ไขไว้ โดยวิธีการต่างๆ กัน เช่น อาจจะแก้ไขโดยผ่านกระบวนการทางนิติบัญญัติ
๖. บทเฉพาะกาล รัฐธรรมนูญอาจกำหนดว่าในบางเรื่องหรือบางมาตราจะมีการบังคับใช้ในเวลาอันสมควร ซึ่งอาจระบุว่าเป็น ๒ ปี หรือ ๓ ปี เป็นต้น
วันเสาร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
ก้าวทันโลกศึกษา 2 หน่วยที่3
กฎหมายในชีวิตประจำวัน
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันในระดับบุคคล
บุคคลแบ่งออกได้ 2 ประเภท คือ
1. บุคคลธรรมดา หมายถึงบุคคลที่มีความสามารถ มีสิทธิประกอบนิติกรรมได้ตามกฎหมาย
2. นิติบุคคล หมายถึงบุคคลที่กฎหมายสมมติขึ้น มีสิทธิ
ประกอบนิติกรรมได้ตามกฎหมาย ได้แก่ วัด มูลนิธิ สมาคม ห้างหุ้นส่วนจำกัด ทบวงการเมือง (กระทรวง ทบวง กรม เทศบาล จังหวัด)
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันในระดับบุคคลสามารถแบ่งออกได้ 4 ประเภท คือ
1. กฎหมายที่เกี่ยวกับการทะเบียนราษฎร์ ได้แก่
1.1 การแจ้งคนเกิด ให้แจ้งต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้ง
ในท้องที่ที่เกิดภายใน 15 วันตั้งแต่เกิด
1.2 การแจ้งคนตาย ให้แจ้งต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้ง
ในท้องที่ที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนราษฎร์ภายใน 24 ชั่วโมง
1.3 การแจ้งย้ายที่อยู่ ให้แจ้งต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้ง
ในท้องที่ที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนราษฎร์ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ย้ายออก
2. กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับบัตรประชาชน ได้แก่
2.1 บุคคลผู้มีสัญชาติไทยซึ่งมีอายุตั้งแต่ 15 ปีบริบูรณ์
ขึ้นไป แต่ไม่เกิน 70 ปีบริบูรณ์ต้องมีบัตรประจำตัวประชาชน
2.2 บัตรประจำตัวประชาชนให้ใช้ได้ 6 ปี นับแต่
วันออกบัตร และเมื่อบัตรหมดอายุผู้ถือบัตรต้องมีบัตรใหม่ภายใน 60 วันนับแต่วันที่บัตรเดิมหมดอายุ หรือก่อนวันหมดอายุบัตร 60 วัน
3. กฎหมายที่เกี่ยวกับการับราชการทหาร ได้แก่
3.1 ชายที่มีสัญชาติไทยมีหน้าที่รับราชการทหาร
ด้วยตนเองทุกคน
3.2 ชายที่มีสัญชาติไทย เมื่ออายุย่างเข้า 18 ปี
ใน พ.ศ. ใดให้ไปแสดงตัวเพื่อลงบัญชีทหารกองเกินภายในปี พ.ศ. นั้น ณ ภูมิลำเนาของตน
3.3 ทหารกองเกินเมื่ออายุย่างเข้า 21 ปีในปี พ.ศ.
ใดต้องไปแสดงตนเพื่อรับหมายเรียกที่อำเภอท้องที่ซึ่งเป็นภูมิลำเนาของตนภายในปี พ.ศ. นั้น เมื่อรับหมายเรียกแล้วทหารกองเกินต้องมาให้คณะกรรมการตรวจเลือกทำการตรวจเลือกตามกำหนดนัด โดยนำใบสำคัญทหารกองเกิน บัตรประจำตัวประชาชน และประกาศนียบัตรหรือหลักฐานการศึกษา มาแสดงด้วย
4. กฎหมายที่เกี่ยวกับการทำนิติกรรมสัญญา
4.1 นิติกรรม หมายถึง การแสดงเจตนาของบุคคล
ที่จะกระทำชอบด้วยกฎหมายด้วยความสมัครใจเพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับใช้ซึ่งสิทธิ นิติกรรมที่สมบูรณ์นั้นผู้ทำนิติกรรมจะต้องมีความสามารถใช้สิทธิทำนิติกรรมโดยชอบธรรมของบุคคลคนเดียว
4.2 สัญญา หมายถึงการแสดงเจตนาของบุคคล 2 คน
ที่ต้องตรงกัน เช่น สัญญาจ่งแรงงงาน สัญญาซื้อขาย สัญญาเช่าทรัพย์ เป็นต้น สัญญาจะเป็นนิติกรรมเสมอ แต่นิติกรรมอาจไม่ใช่สัญญา เช่น การทำพินัยกรรม การโฆษณา การให้คำมั่นว่าจะทำให้ได้ ฯลฯ
กฎหมายประเภทนี้เป็นกฎหมายที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เพื่อควบคุมป้องกันมิให้ประชาชนทำสัญญาเอารัดเอาเปรียบกัน หรือทำความตกลงกันในเรื่องที่เป็นการขัดต่อกฎหมายหรือความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันในระดับบุคคล
บุคคลแบ่งออกได้ 2 ประเภท คือ
1. บุคคลธรรมดา หมายถึงบุคคลที่มีความสามารถ มีสิทธิประกอบนิติกรรมได้ตามกฎหมาย
2. นิติบุคคล หมายถึงบุคคลที่กฎหมายสมมติขึ้น มีสิทธิ
ประกอบนิติกรรมได้ตามกฎหมาย ได้แก่ วัด มูลนิธิ สมาคม ห้างหุ้นส่วนจำกัด ทบวงการเมือง (กระทรวง ทบวง กรม เทศบาล จังหวัด)
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันในระดับบุคคลสามารถแบ่งออกได้ 4 ประเภท คือ
1. กฎหมายที่เกี่ยวกับการทะเบียนราษฎร์ ได้แก่
1.1 การแจ้งคนเกิด ให้แจ้งต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้ง
ในท้องที่ที่เกิดภายใน 15 วันตั้งแต่เกิด
1.2 การแจ้งคนตาย ให้แจ้งต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้ง
ในท้องที่ที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนราษฎร์ภายใน 24 ชั่วโมง
1.3 การแจ้งย้ายที่อยู่ ให้แจ้งต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้ง
ในท้องที่ที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนราษฎร์ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ย้ายออก
2. กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับบัตรประชาชน ได้แก่
2.1 บุคคลผู้มีสัญชาติไทยซึ่งมีอายุตั้งแต่ 15 ปีบริบูรณ์
ขึ้นไป แต่ไม่เกิน 70 ปีบริบูรณ์ต้องมีบัตรประจำตัวประชาชน
2.2 บัตรประจำตัวประชาชนให้ใช้ได้ 6 ปี นับแต่
วันออกบัตร และเมื่อบัตรหมดอายุผู้ถือบัตรต้องมีบัตรใหม่ภายใน 60 วันนับแต่วันที่บัตรเดิมหมดอายุ หรือก่อนวันหมดอายุบัตร 60 วัน
3. กฎหมายที่เกี่ยวกับการับราชการทหาร ได้แก่
3.1 ชายที่มีสัญชาติไทยมีหน้าที่รับราชการทหาร
ด้วยตนเองทุกคน
3.2 ชายที่มีสัญชาติไทย เมื่ออายุย่างเข้า 18 ปี
ใน พ.ศ. ใดให้ไปแสดงตัวเพื่อลงบัญชีทหารกองเกินภายในปี พ.ศ. นั้น ณ ภูมิลำเนาของตน
3.3 ทหารกองเกินเมื่ออายุย่างเข้า 21 ปีในปี พ.ศ.
ใดต้องไปแสดงตนเพื่อรับหมายเรียกที่อำเภอท้องที่ซึ่งเป็นภูมิลำเนาของตนภายในปี พ.ศ. นั้น เมื่อรับหมายเรียกแล้วทหารกองเกินต้องมาให้คณะกรรมการตรวจเลือกทำการตรวจเลือกตามกำหนดนัด โดยนำใบสำคัญทหารกองเกิน บัตรประจำตัวประชาชน และประกาศนียบัตรหรือหลักฐานการศึกษา มาแสดงด้วย
4. กฎหมายที่เกี่ยวกับการทำนิติกรรมสัญญา
4.1 นิติกรรม หมายถึง การแสดงเจตนาของบุคคล
ที่จะกระทำชอบด้วยกฎหมายด้วยความสมัครใจเพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับใช้ซึ่งสิทธิ นิติกรรมที่สมบูรณ์นั้นผู้ทำนิติกรรมจะต้องมีความสามารถใช้สิทธิทำนิติกรรมโดยชอบธรรมของบุคคลคนเดียว
4.2 สัญญา หมายถึงการแสดงเจตนาของบุคคล 2 คน
ที่ต้องตรงกัน เช่น สัญญาจ่งแรงงงาน สัญญาซื้อขาย สัญญาเช่าทรัพย์ เป็นต้น สัญญาจะเป็นนิติกรรมเสมอ แต่นิติกรรมอาจไม่ใช่สัญญา เช่น การทำพินัยกรรม การโฆษณา การให้คำมั่นว่าจะทำให้ได้ ฯลฯ
กฎหมายประเภทนี้เป็นกฎหมายที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เพื่อควบคุมป้องกันมิให้ประชาชนทำสัญญาเอารัดเอาเปรียบกัน หรือทำความตกลงกันในเรื่องที่เป็นการขัดต่อกฎหมายหรือความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน
ก้าวทันโลกศึกษา 2 หน่วยที่ 2

กฎหมายแพ่งและพาณิชย์และกฎหมายอาญาที่ควรรู้
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์
1. ความสามารถของผู้เยาว์
1.1 ผู้เยาว์ หมายถึง บุคคลที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ความเป็นผู้เยาว์จะเริ่มตั้งแต่แรกเกิดจนกระทั่งบรรลุนิติภาวะ เมื่อมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ หรือ จดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย
1.2 การพ้นจากภาวะความเป็นผู้เยาว์ มี 2 กรณี คือ
( 1 ) เมื่อมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์
( 2 ) เมื่อจดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย โดยทั้งชายและหญิงมีอายุครบ 17 ปีบริบูรณ์และได้รับความยินยอมาจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองให้ทำการสมรสได้
1.3 ผู้แทนโดยชอบธรรม คือ บุคคลที่มีอำนาจทำนิติกรรมต่างๆ แทนผู้เยาว์ หรือมีอำนาจให้ความยินยอมให้การทำนิติกรรมของผู้เยาว์ โดยทั่วไปจะเป็นบิดามารดา
1.4 สิทธิของผู้เยาว์ในการทำนิติกรรม มี 2 ลักษณะ คือ
( 1 ) การทำนิติกรรมที่กฎหมายอนุญาตให้ผู้เยาว์ทำได้ตามลำพัง เช่น ผู้เยาว์ที่มีอายุครบ 15 ปีบริบูรณ์ สามารถทำพินัยกรรมและจำนำสิ่งของในโรงรับจำนำได้
( 2 ) การทำนิติกรรมที่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม เช่น การทำสัญญาซื้อขายที่ดิน ทำสัญญาซื้อรถยนต์ ทำสัญญากู้เงิน การโอนทรัพย์สิน ฯลฯ
2. การกู้ยืมเงิน
2.1 การกู้ยืมเงินเกิน 50 บาทขึ้นไป ต้องทำหลักฐานการกู้ยืมเงินเป็นลายลักษณ์อักษร และลงลายมือชื่อของผู้กู้ยืมเงินไว้จึงจะฟ้องร้องบังคับคดีได้ หรือทำสัญญากู้เงินตามแบบฟอร์มก็ได้
2.2 การชำระหนี้เงินกู้ ต้องทำหนังสือเป็นหลักฐานโดยมีข้อความว่าเจ้าหนี้ ( ผู้ให้กู้ ) ได้รับเงินชำระหนี้เงินกู้จากลูกหนี้ ( ผู้กู้ ) ตามจำนวนที่กู้ ( พร้อมทั้งดอกเบี้ย ) เรียบร้อยแล้ว พร้อมทั้งลงลายมือชื่อของทั้งสองฝ่าย หรืออาจใช้วิธีเวนคืนเอกสารสัญญากู้เงินหรือหลักฐานการกู้เงินให้แก่ผู้กู้ก็ได้
2.3 การคิดอัตราดอกเบี้ยการกู้ยืมเงิน ตามกฎหมายให้คิดได้สูงสุดไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี ถ้าในสัญญากำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงกว่านี้จะมีผลให้ดอกเบี้ยเป็นโมฆะทั้งหมด ผู้ให้กู้ไม่ได้รับดอกเบี้ยแต่จะได้คืนเฉพาะเงินต้นเท่านั้น
3. ซื้อขาย
3.1 ทรัพย์สินที่ซื้อขายกันได้ มี 2 ประเภท ดังนี้
( 1 ) อสังหาริมทรัพย์ คือ ที่ดินและทรัพย์ที่อยู่ติดกับที่ดินอย่างถาวร เช่น บ้านเรือน โรงงาน ต้นไม้ยืมต้น และสิทธิจำนอง เป็นต้น
( 2 ) สังหาริมทรัพย์ หมายถึง ทรัพย์สินที่เคลื่อนที่ได้ เช่น เก้าอี้ แหวนและสร้อยคอทองคำ โทรทัศน์ รถยนต์ ช้าง ม้า และสิทธิในการจำนำ เป็นต้น
3.2 การทำสัญญาซื้อขาย การซื้อขายทรัพย์ต่อไปนี้ จะต้องทำเป็นหนังสือซื้อขายและจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงาน มิฉะนั้นจะตกเป็นโมฆะ หมายถึงเสียเปล่าไม่เกิดผลใดๆ ได้แก่
( 1 ) การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษ เช่น เรือกลไฟ เรือกำปั่น เรือยนต์ที่มีระวางตั้งแต่ 5 ตันขึ้นไป แพที่อยู่อาศัย และสัตว์พาหนะ ฯลฯ
4. เช่าทรัพย์
4.1 เช่าสังหาริมทรัพย์ ไม่ต้องทำหลักฐานเป็นหนังสือสัญญาการเช่า เช่น เช่าเรือกำปั่น เรือกลไฟ และเรือยนต์ที่มีระวางตั้งแต่ 5 ตันขึ้นไป ฯลฯ
4.2 เช่าอสังหาริมทรัพย์ ต้องทำหลักฐานเป็นหนังสือสัญญาการเช่า เช่น เช่าบ้าน ที่ดิน ฯลฯ แต่ถ้าเช่าเกินกว่า 3 ปีขึ้นไป จะต้องไปจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานอีกด้วย มิฉะนั้นจะฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้
5. เช่าซื้อ
5.1 ลักษณะของการเช่าซื้อ เป็นสัญญาที่เจ้าของนำทรัพย์สินของตนออกให้เช่าและให้คำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินนั้นหรือจะให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้เข้า หลังจากที่ผู้เช้าได้จ่ายเงินครบตามข้อตกลงแล้ว ( จะผ่อนชำระเป็นงวดๆ ภายในเวลาที่กำหนด )
5.2 ทรัพย์สินทุกประเภทเช่าซื้อได้ เช่น บ้าน ที่ดิน รถยนต์ โทรทัศน์ ฯลฯ
5.3 การเช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ จะต้องทำเป็นหนังสือสัญญา มิฉะนั้นจะตกเป็นโมฆะ และเมื่อผ่อนชำระจนครบแล้ว กรรมสิทธิ์จะโอนไปยังผู้เช่าซื้อได้ต้องไปจดทะเบียนการโอนต่อเจ้าพนักงาน
กฎหมายอาญา
6. ลักษณะสำคัญของกฎหมายอาญา
การกระทำความผิดทางอาญาเป็นการกระทำที่มีผลกระทบต่อสังคมส่วนรวมหรือต่อประชาชนส่วนมาก เช่น ปล้นจี้ ข่มขืน ค้ายาเสพติด ทำร้ายร่างกายผู้อื่น ฯลฯ ลักษณะสำคัญของกฎหมายอาญามีดังนี้
6.1 เป็นกฎหมายมหาชน
6.2 เป็นบทบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิด และกำหนดบทลงโทษไว้
6.3 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดไว้เป็นลายลักษณ์อักษร
6.4 เป็นกฎหมายที่ใช้บังคับภายในอาณาเขตของรัฐนั้น
7. ความรับผิดในทางอาญา
บุคคลจะต้องรับผิดทางอาญาเมื่อกระทำความผิด 3 ลักษณะ ดังนี้
7.1 กระทำโดยเจตนา เช่น เด็กวัยรุ่นยกพวกตีกันและใช้มีดแทงคู่กรณีได้รับบาดเจ็บสาหัส
7.2 กระทำโดยไม่เจตนา เช่น นักเลงอันธพาลใช้ก้อนหินขว้างเข้าไปในบ้านผู้อื่นหวังจะข่มขู่แต่ไปถูกศีรษะคนในบ้านได้รับบาดเจ็บ
7.3 กระทำโดยประมาท เช่น ขับรถขนคนตาย พ่อค้าทำหม้อน้ำเดือดหกใส่ลูกค้าในร้านได้รับบาดเจ็บสาหัส ฯลฯ
8. โทษทางอาญา ความผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญามี 5 สถาน เรียงตามลำดับจากสูงไปต่ำได้ ดังนี้
8.1 ประหารชีวิต
8.2 จำคุก
8.3 กักขัง
8.4 ปรับ
8.5 ริบทรัพย์สิน
9. การกระทำความผิดทางอาญา ประมวลกฎหมายอาญาได้บัญญัติการกระทำที่เป็นความผิดทางอาญามี ดังนี้
9.1 ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของราชอาณาจักร เช่น ก่อกบฏแบ่งแยกดินแดน ล้มล้างรัฐธรรมนูญ ทำลายธงชาติ ฯลฯ
9.2 ความผิดเกี่ยวกับการปกครอง เช่น ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน แจ้งความเท็จ ฯลฯ
9.3 ความผิดเกี่ยวกับความสงบสุขของประชาชน เช่น รวมตัวเป็นอั้งยี่หรือช่องโจร ฯลฯ
9.4 ความผิดที่ก่อให้เกิดภัยอันตรายต่อประชาชน เช่น ลอบวางเพลิง กีดขวางทางรถไฟให้เกิดอันตรายแก่การเดินรถ ปลอมปนอาหารจนเกิดอันตรายต่อผู้บริโภค ฯลฯ
9.5 ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ เช่น ลักทรัพย์ ปล้นทรัพย์ ยักยอกทรัพย์ รับของโจร ฯลฯ
9.6 ความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย เช่น ทำร้ายร่างกายผู้อื่น ฆ่าผู้อื่นทอดทิ้งเด็กทารก ฯลฯ
9.7 ความผิดเกี่ยวกับเพศ เช่น กระทำอนาจาร ข่มขืน ฯลฯ
9.8 ความผิดเกี่ยวกับการค้า เช่น ปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้อื่น หลอกลวงขายสินค้าเสื่อมสภาพ ทำสินค้าปลอมหรือเลียนแบบ โกงตราชั่ง ฯลฯ
9.9 ความผิดเกี่ยวกับการปลอมแปลง เช่น ปลอมธนบัตร เหรียญกษาปณ์ แสตมป์ พินัยกรรมและเอกสารของทางราชการต่างๆ ฯลฯ
9.10 ความผิดเกี่ยวกับศาสนา เช่น แต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์ หรือนักบวชในศาสนาอื่นๆ หรือการกระทำการดูหมิ่นเหยียดหยามวัตถุหรือศาสนาสถานอันเป็นที่เคารพของศาสนาต่างๆ
10. ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์สินการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายอาญา มีดังนี้
10.1 ลักทรัพย์ คือ การนำเอาทรัพย์สินของผู้อื่นไปโดยที่เจ้าของไม่ยินยอม และไม่รู้ตัว
10.2 วิ่งราวทรัพย์ คือ การฉกฉวยเอาทรัพย์สินของเจ้าของไปซึ่งหน้า หรือต่อหน้าเจ้าของ
10.3 ชิงทรัพย์ คือ บังคับเอาทรัพย์สินของผู้อื่นโดยใช้กำลังหรืออาวุธทำร้ายเจ้าของทรัพย์
10.4 ปล้นทรัพย์ คือ คนตั้งแต่ 3 คนขึ้นไปร่วมมือกันชิงทรัพย์จากผู้อื่นไป โดยใช้กำลังหรืออาวุธทำร้ายเจ้าของทรัพย์
11. การกระทำความผิดของเด็กและเยาวชนประมวลกฎหมายอาญาได้แบ่งการกระทำความผิดของเด็กและเยาวชน 4 ระดับอายุ ดังนี้
11.1 เด็กอายุไม่เกิน 7 ปี เมื่อกระทำความผิดไม่ต้องรับโทษใดๆ เช่น ลักขโมยทรัพย์หรือทำปืนลั่นถูกเพื่อนเสียชีวิต เป็นต้น
11.2 เด็กอายุเกิน 7 ปี แต่ไม่เกิน 14 ปี เมื่อกระทำความผิดไม่ต้องรับโทษ แต่ศาลจะใช้วิธีการของศาล เช่น ว่ากล่าวตักเตือน หรือวางข้อกำหนดให้ผู้ปกครองควบคุมเด็กมิให้ก่อเหตุขึ้นอีก
11.3 เยาวชนอายุเกินกว่า 14 ปี แต่ไม่เกิน 17 ปี เมื่อกระทำความผิดตามกฎหมายให้ศาลวินิจฉัยว่าจะใช้วิธีเหมือนในข้อ 11.2 หรือส่งตัวไปฝึกอบรมยังสถานพินิจและคุ้มครองเด็ก หรือพิพากษา ลงโทษตามกฎหมาย แต่ให้ลดโทษลงกึ่งหนึ่ง
11.4 เยาวชนอายุเกินกว่า 17 ปี แต่ไม่เกิน 20 ปี เมื่อกระทำความผิดตามกฎหมาย ให้ศาลพิพากษาโดยลดโทษลง 1 ใน 3 หรือกึ่งหนึ่งของโทษก็ได้
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์
1. ความสามารถของผู้เยาว์
1.1 ผู้เยาว์ หมายถึง บุคคลที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ความเป็นผู้เยาว์จะเริ่มตั้งแต่แรกเกิดจนกระทั่งบรรลุนิติภาวะ เมื่อมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ หรือ จดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย
1.2 การพ้นจากภาวะความเป็นผู้เยาว์ มี 2 กรณี คือ
( 1 ) เมื่อมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์
( 2 ) เมื่อจดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย โดยทั้งชายและหญิงมีอายุครบ 17 ปีบริบูรณ์และได้รับความยินยอมาจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองให้ทำการสมรสได้
1.3 ผู้แทนโดยชอบธรรม คือ บุคคลที่มีอำนาจทำนิติกรรมต่างๆ แทนผู้เยาว์ หรือมีอำนาจให้ความยินยอมให้การทำนิติกรรมของผู้เยาว์ โดยทั่วไปจะเป็นบิดามารดา
1.4 สิทธิของผู้เยาว์ในการทำนิติกรรม มี 2 ลักษณะ คือ
( 1 ) การทำนิติกรรมที่กฎหมายอนุญาตให้ผู้เยาว์ทำได้ตามลำพัง เช่น ผู้เยาว์ที่มีอายุครบ 15 ปีบริบูรณ์ สามารถทำพินัยกรรมและจำนำสิ่งของในโรงรับจำนำได้
( 2 ) การทำนิติกรรมที่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม เช่น การทำสัญญาซื้อขายที่ดิน ทำสัญญาซื้อรถยนต์ ทำสัญญากู้เงิน การโอนทรัพย์สิน ฯลฯ
2. การกู้ยืมเงิน
2.1 การกู้ยืมเงินเกิน 50 บาทขึ้นไป ต้องทำหลักฐานการกู้ยืมเงินเป็นลายลักษณ์อักษร และลงลายมือชื่อของผู้กู้ยืมเงินไว้จึงจะฟ้องร้องบังคับคดีได้ หรือทำสัญญากู้เงินตามแบบฟอร์มก็ได้
2.2 การชำระหนี้เงินกู้ ต้องทำหนังสือเป็นหลักฐานโดยมีข้อความว่าเจ้าหนี้ ( ผู้ให้กู้ ) ได้รับเงินชำระหนี้เงินกู้จากลูกหนี้ ( ผู้กู้ ) ตามจำนวนที่กู้ ( พร้อมทั้งดอกเบี้ย ) เรียบร้อยแล้ว พร้อมทั้งลงลายมือชื่อของทั้งสองฝ่าย หรืออาจใช้วิธีเวนคืนเอกสารสัญญากู้เงินหรือหลักฐานการกู้เงินให้แก่ผู้กู้ก็ได้
2.3 การคิดอัตราดอกเบี้ยการกู้ยืมเงิน ตามกฎหมายให้คิดได้สูงสุดไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี ถ้าในสัญญากำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงกว่านี้จะมีผลให้ดอกเบี้ยเป็นโมฆะทั้งหมด ผู้ให้กู้ไม่ได้รับดอกเบี้ยแต่จะได้คืนเฉพาะเงินต้นเท่านั้น
3. ซื้อขาย
3.1 ทรัพย์สินที่ซื้อขายกันได้ มี 2 ประเภท ดังนี้
( 1 ) อสังหาริมทรัพย์ คือ ที่ดินและทรัพย์ที่อยู่ติดกับที่ดินอย่างถาวร เช่น บ้านเรือน โรงงาน ต้นไม้ยืมต้น และสิทธิจำนอง เป็นต้น
( 2 ) สังหาริมทรัพย์ หมายถึง ทรัพย์สินที่เคลื่อนที่ได้ เช่น เก้าอี้ แหวนและสร้อยคอทองคำ โทรทัศน์ รถยนต์ ช้าง ม้า และสิทธิในการจำนำ เป็นต้น
3.2 การทำสัญญาซื้อขาย การซื้อขายทรัพย์ต่อไปนี้ จะต้องทำเป็นหนังสือซื้อขายและจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงาน มิฉะนั้นจะตกเป็นโมฆะ หมายถึงเสียเปล่าไม่เกิดผลใดๆ ได้แก่
( 1 ) การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษ เช่น เรือกลไฟ เรือกำปั่น เรือยนต์ที่มีระวางตั้งแต่ 5 ตันขึ้นไป แพที่อยู่อาศัย และสัตว์พาหนะ ฯลฯ
4. เช่าทรัพย์
4.1 เช่าสังหาริมทรัพย์ ไม่ต้องทำหลักฐานเป็นหนังสือสัญญาการเช่า เช่น เช่าเรือกำปั่น เรือกลไฟ และเรือยนต์ที่มีระวางตั้งแต่ 5 ตันขึ้นไป ฯลฯ
4.2 เช่าอสังหาริมทรัพย์ ต้องทำหลักฐานเป็นหนังสือสัญญาการเช่า เช่น เช่าบ้าน ที่ดิน ฯลฯ แต่ถ้าเช่าเกินกว่า 3 ปีขึ้นไป จะต้องไปจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานอีกด้วย มิฉะนั้นจะฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้
5. เช่าซื้อ
5.1 ลักษณะของการเช่าซื้อ เป็นสัญญาที่เจ้าของนำทรัพย์สินของตนออกให้เช่าและให้คำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินนั้นหรือจะให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้เข้า หลังจากที่ผู้เช้าได้จ่ายเงินครบตามข้อตกลงแล้ว ( จะผ่อนชำระเป็นงวดๆ ภายในเวลาที่กำหนด )
5.2 ทรัพย์สินทุกประเภทเช่าซื้อได้ เช่น บ้าน ที่ดิน รถยนต์ โทรทัศน์ ฯลฯ
5.3 การเช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ จะต้องทำเป็นหนังสือสัญญา มิฉะนั้นจะตกเป็นโมฆะ และเมื่อผ่อนชำระจนครบแล้ว กรรมสิทธิ์จะโอนไปยังผู้เช่าซื้อได้ต้องไปจดทะเบียนการโอนต่อเจ้าพนักงาน
กฎหมายอาญา
6. ลักษณะสำคัญของกฎหมายอาญา
การกระทำความผิดทางอาญาเป็นการกระทำที่มีผลกระทบต่อสังคมส่วนรวมหรือต่อประชาชนส่วนมาก เช่น ปล้นจี้ ข่มขืน ค้ายาเสพติด ทำร้ายร่างกายผู้อื่น ฯลฯ ลักษณะสำคัญของกฎหมายอาญามีดังนี้
6.1 เป็นกฎหมายมหาชน
6.2 เป็นบทบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิด และกำหนดบทลงโทษไว้
6.3 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดไว้เป็นลายลักษณ์อักษร
6.4 เป็นกฎหมายที่ใช้บังคับภายในอาณาเขตของรัฐนั้น
7. ความรับผิดในทางอาญา
บุคคลจะต้องรับผิดทางอาญาเมื่อกระทำความผิด 3 ลักษณะ ดังนี้
7.1 กระทำโดยเจตนา เช่น เด็กวัยรุ่นยกพวกตีกันและใช้มีดแทงคู่กรณีได้รับบาดเจ็บสาหัส
7.2 กระทำโดยไม่เจตนา เช่น นักเลงอันธพาลใช้ก้อนหินขว้างเข้าไปในบ้านผู้อื่นหวังจะข่มขู่แต่ไปถูกศีรษะคนในบ้านได้รับบาดเจ็บ
7.3 กระทำโดยประมาท เช่น ขับรถขนคนตาย พ่อค้าทำหม้อน้ำเดือดหกใส่ลูกค้าในร้านได้รับบาดเจ็บสาหัส ฯลฯ
8. โทษทางอาญา ความผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญามี 5 สถาน เรียงตามลำดับจากสูงไปต่ำได้ ดังนี้
8.1 ประหารชีวิต
8.2 จำคุก
8.3 กักขัง
8.4 ปรับ
8.5 ริบทรัพย์สิน
9. การกระทำความผิดทางอาญา ประมวลกฎหมายอาญาได้บัญญัติการกระทำที่เป็นความผิดทางอาญามี ดังนี้
9.1 ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของราชอาณาจักร เช่น ก่อกบฏแบ่งแยกดินแดน ล้มล้างรัฐธรรมนูญ ทำลายธงชาติ ฯลฯ
9.2 ความผิดเกี่ยวกับการปกครอง เช่น ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน แจ้งความเท็จ ฯลฯ
9.3 ความผิดเกี่ยวกับความสงบสุขของประชาชน เช่น รวมตัวเป็นอั้งยี่หรือช่องโจร ฯลฯ
9.4 ความผิดที่ก่อให้เกิดภัยอันตรายต่อประชาชน เช่น ลอบวางเพลิง กีดขวางทางรถไฟให้เกิดอันตรายแก่การเดินรถ ปลอมปนอาหารจนเกิดอันตรายต่อผู้บริโภค ฯลฯ
9.5 ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ เช่น ลักทรัพย์ ปล้นทรัพย์ ยักยอกทรัพย์ รับของโจร ฯลฯ
9.6 ความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย เช่น ทำร้ายร่างกายผู้อื่น ฆ่าผู้อื่นทอดทิ้งเด็กทารก ฯลฯ
9.7 ความผิดเกี่ยวกับเพศ เช่น กระทำอนาจาร ข่มขืน ฯลฯ
9.8 ความผิดเกี่ยวกับการค้า เช่น ปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้อื่น หลอกลวงขายสินค้าเสื่อมสภาพ ทำสินค้าปลอมหรือเลียนแบบ โกงตราชั่ง ฯลฯ
9.9 ความผิดเกี่ยวกับการปลอมแปลง เช่น ปลอมธนบัตร เหรียญกษาปณ์ แสตมป์ พินัยกรรมและเอกสารของทางราชการต่างๆ ฯลฯ
9.10 ความผิดเกี่ยวกับศาสนา เช่น แต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์ หรือนักบวชในศาสนาอื่นๆ หรือการกระทำการดูหมิ่นเหยียดหยามวัตถุหรือศาสนาสถานอันเป็นที่เคารพของศาสนาต่างๆ
10. ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์สินการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายอาญา มีดังนี้
10.1 ลักทรัพย์ คือ การนำเอาทรัพย์สินของผู้อื่นไปโดยที่เจ้าของไม่ยินยอม และไม่รู้ตัว
10.2 วิ่งราวทรัพย์ คือ การฉกฉวยเอาทรัพย์สินของเจ้าของไปซึ่งหน้า หรือต่อหน้าเจ้าของ
10.3 ชิงทรัพย์ คือ บังคับเอาทรัพย์สินของผู้อื่นโดยใช้กำลังหรืออาวุธทำร้ายเจ้าของทรัพย์
10.4 ปล้นทรัพย์ คือ คนตั้งแต่ 3 คนขึ้นไปร่วมมือกันชิงทรัพย์จากผู้อื่นไป โดยใช้กำลังหรืออาวุธทำร้ายเจ้าของทรัพย์
11. การกระทำความผิดของเด็กและเยาวชนประมวลกฎหมายอาญาได้แบ่งการกระทำความผิดของเด็กและเยาวชน 4 ระดับอายุ ดังนี้
11.1 เด็กอายุไม่เกิน 7 ปี เมื่อกระทำความผิดไม่ต้องรับโทษใดๆ เช่น ลักขโมยทรัพย์หรือทำปืนลั่นถูกเพื่อนเสียชีวิต เป็นต้น
11.2 เด็กอายุเกิน 7 ปี แต่ไม่เกิน 14 ปี เมื่อกระทำความผิดไม่ต้องรับโทษ แต่ศาลจะใช้วิธีการของศาล เช่น ว่ากล่าวตักเตือน หรือวางข้อกำหนดให้ผู้ปกครองควบคุมเด็กมิให้ก่อเหตุขึ้นอีก
11.3 เยาวชนอายุเกินกว่า 14 ปี แต่ไม่เกิน 17 ปี เมื่อกระทำความผิดตามกฎหมายให้ศาลวินิจฉัยว่าจะใช้วิธีเหมือนในข้อ 11.2 หรือส่งตัวไปฝึกอบรมยังสถานพินิจและคุ้มครองเด็ก หรือพิพากษา ลงโทษตามกฎหมาย แต่ให้ลดโทษลงกึ่งหนึ่ง
11.4 เยาวชนอายุเกินกว่า 17 ปี แต่ไม่เกิน 20 ปี เมื่อกระทำความผิดตามกฎหมาย ให้ศาลพิพากษาโดยลดโทษลง 1 ใน 3 หรือกึ่งหนึ่งของโทษก็ได้
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)